Close

คำถามที่พบบ่อย

  • การดำเนินการตามกฎหมาย กรณีตรวจพบการใช้น้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในผลิตภัณฑ์อาหาร

    ผู้ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหาร ต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ หากฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(8) จะมีโทษตามมาตรา 50 คือ ต้องระวางโทษจ้าคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท

  • ผู้ประกอบการมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการปฎิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือ จำหน่าย (ไขมันทรานส์) อย่างไร

    • ผู้ผลิตน้ำมันและไขมัน ต้องปรับกระบวนการผลิตน้ำมันและไขมันโดยไม่ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และต้องมีกระบวนการหรือขั้นตอนที่ทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ใช้มั่นใจได้ว่ามิได้ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจออกใบรับรองกระบวนการผลิต (Letter of Confirmation) ข้อก้าหนดคุณภาพ
    (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis)
    • ผู้นำเข้าน้ำมันและไขมัน ต้องมั่นใจได้ว่าน้ำมันและไขมันที่นำเข้ามิได้ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจขอใบรับรองกระบวนการผลิต (Letter of Confirmation) ข้อก้าหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) จากผู้ผลิตต่างประเทศ
    • ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องปรับสูตรผลิตภัณฑ์โดยเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหาร ต้องเป็นส่วนประกอบที่ไม่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจขอใบรับรองกระบวนการผลิต (Letter of Confirmation) ข้อก้าหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) ของวัตถุดิบที่ใช้จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันและไขมัน
    • ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องมั่นใจได้ว่าอาหารที่นำเข้ามิได้มีส่วนประกอบของน้ำมันและไขมันที่ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจขอใบรับรอง (Letter of Confirmation) เกี่ยวกับสูตรส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ข้อก้าหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบที่ใช้จากผู้ผลิตต่างประเทศ
    • ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น เนยเทียม หรือเนยขาว ต้องมั่นใจได้ว่าวัตถุดิบที่จำหน่ายมิได้ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจขอใบรับรองกระบวนการผลิต (Letter of Confirmation) ข้อก้าหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบนั้น
    • ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายไม่มีส่วนประกอบที่มีน้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยอาจขอใบรับรองเกี่ยวกับสูตรส่วนประกอบกระบวนการผลิต ข้อก้าหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis)
    จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ

  • กรณีผลิตอาหารเพื่อการส่งออกเท่านั้น สามารถใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบได้หรือไม่

    เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่388 พ.ศ.2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย มิได้มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีการผลิตเพื่อการส่งออก ดังนั้น กรณีผลิตอาหารที่มีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเพื่อการส่งออก จึงไม่สามารถกระทำได้ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฎชัดเจนเกี่ยวกับผลร้ายของไขมันทรานส์ต่อสุขภาพ ดังนั้น อาหารที่ผลิตเพื่อการส่งออกจึงไม่ควรมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเช่นกัน

  • ขอบเขตของและการบังคับใช้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือ จำหน่าย (ไขมันทรานส์)

    ประกาศฯ ฉบับนี้มีขอบเขตการบังคับใช้กับน้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially hydrogenation) และอาหารที่มีน้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเท่านั้น มิได้หมายรวมถึงน้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์(Fully hydrogenation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ทำให้เกิดไขมันทรานส์
    ประกาศฯ ฉบับนี้ ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ แต่มิได้ห้ามตรวจพบไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร

  • ปริมาณไขมันทรานส์ที่สามารถบริโภคได้ต่อวัน

    องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization, FAO) แนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันทรานส์ต้องไม่เกิน 1% ของค่าพลังงานต่อวัน (หรือประมาณ 2 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค) อย่างไรก็ตาม FAO ยังแนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันอิ่มตัว ที่ไม่เกิน 10% ของค่าพลังงาน (หรือประมาณ 20 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 5 กรัมต่อมื้อ) ไว้ด้วย เนื่องจากตระหนักว่าไขมันทั้งสองประเภทยังเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น จึงต้องควบคุมปริมาณการบริโภคร่วมกัน

  • อันตรายจากไขมันทรานส์

    ไขมันทรานส์ให้ผลร้ายกว่ากรดไขมันอิ่มตัว คือ ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) ไขมันชนิดเลว (LDL-Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เพิ่มขึ้น และมีผลทำให้ระดับไขมันชนิดดี (HDL-Cholesterol) ลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • อาหารที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partial hydrogenation)

    • เนยเทียม (Margarine) และเนยขาว (Shortening)
    • ผลิตภัณฑ์เบเกอรี เช่น ขนมปังกรอบ เค้ก พาย พัฟ เพสตรีและคุกกี้ เป็นต้น
    • อาหารที่ผ่านการทอดโดยใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแบบน้ำมันท่วม (Deep frying) ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิสูง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะสัมผัสที่ดี กรอบนอก นุ่มใน และมีสีเหลืองน่ารับประทาน เช่น โดนัททอด


    ปัจจุบัน ผู้ประกอบการน้ำมันและไขมันส่วนใหญ่ได้ปรับใช้กระบวนการอื่นแทนกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และมีการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารโดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว ดังนั้น เมื่อประกาศฯ มีผลใช้บังคับ (9 มกราคม 2562) แล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นจะไม่มีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม สามารถตรวจพบปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์ข้างต้นได้ เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบที่มีองค์ประกอบของไขมันทรานส์ตามธรรมชาติ เช่น นม เนย ชีส เป็นต้น ทั้งนี้ ปริมาณที่ตรวจพบน้อยมาก เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนบางส่วน
    ดังนั้น ผู้บริโภคควรอ่านรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะส่วนประกอบสำคัญที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์รวมทั้งฉลากโภชนาการ ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภค

  • ไขมันทรานส์ คืออะไร

    ไขมันทรานส์(Trans Fat) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่บริเวณพันธะคู่มีการจัดเรียงตัวของไฮโดรเจนอะตอมอยู่ตรงข้ามกัน สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ และจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมัน
    • ไขมันทรานส์จากธรรมชาติ พบได้ในเนื้อวัว ควาย ซึ่งเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ดังกล่าว เช่น นม เนย ชีส แต่พบในปริมาณเพียงเล็กน้อย
    • ไขมันทรานส์จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partial Hydrogenation) ลงไปในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งน้ำมันที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะเรียกว่า Partially Hydrogenated Oil ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือเป็นของกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรม เนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) ซึ่งไขมันดังกล่าวจะหืนช้า และมีอายุการเก็บรักษานานขึ้น

  • ประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 414 จะเริ่มบังคับใช้เมื่อใด

    ประกาศฯ กระทรวงฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

  • ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับ มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน

    เนื่องจากข้อจำกัดด้านการตรวจสอบที่ไม่สามารถดำเนินการได้100% ดังนั้นการวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียวดังที่เคยปฏิบัติมาก่อนนั้น จึงไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารได้ ดังนั้นการป้องกันปัญหาการปนเปื้อนด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบตามหลัก GMPs ของผู้ผลิตอาหารจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหารควรปฏิบัติดังนี้
    • ศึกษาเรียนรู้ระบบการวิเคราะห์อันตราย (hazard analysis) ทั้งทางด้านชีวภาพ ด้านกายภาพ ด้านทางเคมี ตั้งแต่วัตถุดิบ การเตรียมและการเก็บรักษาวัตถุดิบ กรรมวิธีผลิต ตลอดจนการเก็บรักษาและการขนส่งผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทราบชนิดของสารปนเปื้อน และแหล่งหรือขั้นตอนที่ทำให้เกิดการปนเปื้อน
    • ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องทบทวนคุณภาพมาตรฐาน (specification) ของผลิตภัณฑ์(finished goods) หรือวัตถุดิบ (raw materials) แล้วแต่กรณีซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหนึ่งอาจมีค่า ML สำหรับสารปนเปื้อนกำหนดไว้ทั้งในลักษณะผลิตภัณฑ์สุดท้ายและวัตถุดิบ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและชนิดของสารปนเปื้อน กรณีที่สารปนเปื้อนกำหนดไว้สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหาร ผู้ผลิตอาหารต้องมีการตรวจสอบว่าวัตถุดิบนั้นมีปริมาณการปนเปื้อนเป็นไปตามกฏหมาย โดยอาจสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ หรือขอเอกสารข้อกำหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) จากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (supplier)
    • ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องตรวจสอบข้อมูลกับผู้ผลิตอาหารในต่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่นำเข้ามีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่มีสารปนเปื้อนเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยอาจขอใบรับรอง (Letter of Confirmation) เกี่ยวกับสูตรส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ข้อกำหนดคุณภาพ (Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบที่ใช้จาก ผู้ผลิตต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอาหารนำเข้านั้น มีการควบคุมวัตถุดิบให้มีสารปนเปื้อน
    เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

  • การิที่ทำมาจากมันสำปะหลัง คืออะไร

    การี่ (Garri) เป็นอาหารพื้นเมืองของประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ทำโดยนำรากมันสำปะหลังมาแช่น้ำค้างคืนแล้วบด

  • กรณีไม่มีค่า ML ของสารปนเปื้อนกำหนดไว้ทั้งตามประกาศกระทรวงฯ และ Codex เช่น ไม่มีค่า ML สำหรับแคดเมียมในผลไม้ ถ้าตรวจวิเคราะห์พบ Cd ในผลไม้สดจะผิดกฎหมายหรือไม่

    ตามข้อ 4 (3) แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฯ ฉบับที่ 414 กรณีที่ไม่ได้ค่า ML ไว้สำหรับสารปนเปื้อนใด ในอาหารใด หากตรวจพบในปริมาณที่ต่ ากว่า LOQ ยังไม่จัดว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่หากสูงกว่าค่า LOQ จะพิจารณาเป็นรายกรณีบนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการ และหลักการ as low as reasonably achievable หรือ ALARA

  • ไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์ (vinylchloride monomer) และ อะคริโลไนไตรล์(Acrylonitrile
    monomer) ต้องตรวจวิเคราะห์ทั้งในผลิตภัณฑ์อาหารและภาชนะบรรจุอาหารหรือไม

    อาจเลือกตรวจวิเคราะห์ในผลิตภัณฑ์อาหาร หรือภาชนะบรรจุอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตภาชนะพลาสติก ซึ่งอาจแพร่กระจายลงสู่อาหารได้เมื่อนำภาชนะพลาสติกเหล่านี้ไปใช้ ดังนั้นหากผู้ผลิตมีการควบคุมคุณภาพการแพร่กระจายของสารในภาชนะพลาสติกตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๒๙๕) พ.ศ. ๒๕๔๘ เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหาร

  • หากผู้ผลิตไม่มีข้อมูลอัตราการแปรรูป (extraction rate) หรือข้อมูลปริมาณน้ำที่เป็นองค์ประกอบในวัตถุดิบและในอาหาร เพื่อคำนวนปริมาณสารปบนเปื้อน สามารถสืบค้นข้อมูลอ้างอิงได้จากที่ไหน

    สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากวารสารที่น่าเชื่อถือ หรือฐานข้อมูลของหน่วยงานด้านการศึกษา เช่น ฐานข้อมูล Thai Food Composition Database 2015 สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (https://inmu2.mahidol.ac.th/thaifcd/home.php) หรือฐานข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น Technical Conversion Factors For Agricultural Commodities (http://www.fao.org/economic/the-statistics-divisioness/methodology/methodology-systems/technical-conversion-factors-for-agricultural-commodities/en/)
    ตัวอย่างการคำนวณค่า ML

    1. เมล็ดข้าวสาลี-แป้งข้าวสาลี ค่า ML ของตะกั่ว สำหรับเมล็ดธัญพืชซึ่งรวมถึงเมล็ดข้าวสาลีเท่ากับ 0.2 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม ทั้งนี้เมล็ดข้าวสาลีสามารถผลิตเป็นแป้งข้าวสาลีได้ประมาณร้อยละ 70 จึงสามารถคำนวณปริมาณสูงสุดของตะกั่วในแป้งข้าวสาลีได้ดังนี้

    • เมล็ดข้าวสาลี1000 กรัม มีตะกั่วปนเปื้อนได้ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม
    • แป้งข้าวสาลี70 กรัมได้มาจากเมล็ดข้าวสาลี100 กรัม
      ดังนั้น เมล็ดข้าวสาลี1000 กรัมจึงสามารถผลิตแป้งข้าวสาลีได้เท่ากับ (1,000 x 70)/ 100 = 700 กรัม
    • แป้งข้าวสาลี700 กรัม ได้มาจากเมล็ดข้าวสาลี1000 กรัม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนได้ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม

    ดังนั้นแป้งข้าวสาลี 1 กิโลกรัม จึงมีตะกั่วปนเปื้อนได้ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน (0.2 x 1,000)/ 700 = 0.29 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม

    2. สาหร่ายแห้ง-สาหร่ายสด ค่า ML ของแคดเมียม สำหรับสาหร่ายแห้ง เท่ากับ 2 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม โดยสาหร่ายสด น้ำเป็นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 89 และสาหร่ายแห้งมีน้ำเป้นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 6 ดังนั้นสาหร่ายจึงมีน้ำหายไประหว่างการทำแห้งประมาณร้อยละ 83 จึงสามารถคำนวณปริมาณสูงสุดของแคดเมียมสำหรับสาหร่ายสดได้ดังนี้

    • สาหน่ายแห้ง 17 กรัม มาจากสาหร่ายสด 100 กรัม
      ดังนั้น สาหร่ายแห้ง 1000 กรัม จึงมาจากสาหร่ายสด (1,000 x 100)/ 17 = 5882.35 กรัม
    • สาหร่ายแห้ง 1000 กรัม มีแคดเมียมปนเปื้อนได้ 2 มิลลิกรัม
    • สาหร่ายแห้ง 1000 กรัม เท่ากับสาหร่ายสดน้ำหนัก 5882.35 กรัม และมีแคดเมียมปนเปื้อน

    ได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ดังนั้นสาหร่ายสด 1 กิโลกรัม จึงมีแคดเมียมปนเปื้อนได้ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน
    (2 x 1,000)/ 5882.35 = 0.34 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม

    3. ปลาหมึกสด – ปลาหมึกแห้ง ค่า ML ของแคดเมียม สำหรับปลาหมึกสด เท่ากับ 2 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม โดยปลาหมึกสดมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 83 และปลาหมึกแห้งมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 24 ดังนั้นจึงมีน้ำหายไปในประมาณร้อยละ 59 โดยน้ำหนัก จึงสามารถคำนวณปริมาณสูงสุดของแคดเมียมสำหรับปลาหมึก
    แห้งได้ดังนี้

    • ปลาหมึกสด 1000 กรัม จะได้ปลาหมึกแห้ง 410 กรัม
    • ปลาหมึกสด 1000 กรัม มีแคดเมียมปนเปื้อนได้2 มก.

    ดังนั้นปลาหมึกแห้ง 1,000 กรัม จึงมีแคดเมียมปนเปื้อนได้ไม่เกิน
    (2 x 1,000)/410 มก. = 4.88 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม

  • อาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง หรือมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนสามารถใช้ค่า ML ใหม่จากอัตราของการแปรรูป หรือจากสัดส่วนของวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตได้หรือไม่

    ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบหลายอย่างหรือมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนอาจใช้วิธีการคำนวณสัดส่วนได้แต่ต้องมีการทวนสอบค่าด้วยผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง FGs ด้วยว่าค่าที่คำนวณนั้นสอดคล้องกับผลวิเคราะห์จริงที่ได้หรือไม่ เนื่องจากกระบวนการผลิตอาจมีผลต่อปริมาณการปนเปื้อนของสารเคมี

  • เครื่องดื่มกระป๋อง ตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน รวมถึงกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มด้วยหรือไม่

    เครื่องดื่มกระป๋องหมายรวมถึงเครื่องดื่มทุกอย่างที่บรรจุในกระป๋องโลหะ ซึ่งรวมทั้งกาแฟพร้อมบริโภคที่บรรจุในกระป๋องด้วย ดังนั้นกาแฟพร้อมบริโภคที่บรรจุในกระป๋องจึงตรวจพบดีบุกได้ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

  • ในกรณีที่ไม่มีค่า ML กำหนดไว้สำหรับ FGs ผู้ผลิตสามารถกำหนดค่าเองเพื่อใช้เป็น product specification ได้หรือไม่

    ผู้ผลิตสามารถพิจารณากำหนดค่าได้ตามความเหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้า โดยปริมาณที่กำหนดอาจคำนวณจากอัตราของการแปรรูป (extraction rate) และสัดส่วนของวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งควรพิจารณาประกอบกับผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง FGs ด้วย

  • การแบ่งกลุ่มธัญพืช ผัก และผลไม้สามารถศึกษารายละเอียดได้จากไหน

    การแบ่งกลุ่มพืชสามารถศึกษารายละเอียดการจัดกลุ่มของพืชได้เพิ่มเติมจากเอกสารมาตรฐานสินค้าเกษตร, มกษ. 9045-2559 เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร: พืช ซึ่งเข้าถึงได้ที่ https://www.acfs.go.th/standard/download/CLASSIFICATION_AGRICULTURAL_COMMODITIES-CROP.pdf

  • วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักหรือใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ มีหลักเกณฑ์การพิจารณาสารปนเปื้อนอย่างไร

    วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักหรือใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญพิจารณาได้จากปริมาณที่ใช้และคุณภาพของวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอันตรายของผลิตภัณฑ์ซึ่งการตัดสินใจว่าวัตถุดิบชนิดใดเป็นวัตถุดิบหลักหรือส่วนประกอบสำคัญที่ต้องควบคุมนั้น ผู้ผลิตต้องประเมินว่าวัตถุดิบที่ใช้นั้นเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารชนิดใด ในระดับใดตามหลักการวิเคราะห์อันตรายในอาหาร

  • ข้อกำหนดคุณภาพ (Product Specification) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) ของผลิตภัณฑ์อาหาร (Finished Goods; FGs) ควรกำหนดให้มีสารปนเปื้อนใดบ้าง

    รายการสารปนเปื้อนสำคัญที่ควรมีระบุไว้ใน Product Specification หรือ Certificate of Analysis ของ FGs ได้แก่
    (1) เป็นรายการสารปนเปื้อนที่มีค่า ML กำหนดไว้เป็นการเฉพาะสำหรับ FGs นั้นๆ ตามกฎหมาย
    (2) สารอื่นๆ เช่น สารปนเปื้อนที่กำหนดค่า ML ไว้ในวัตถุดิบ ซึ่งผู้ประกอบการอาจนำมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยการผลิตแล้วเห็นว่าจะส่งผลต่อระดับการปนเปื้อนใน FGs เช่น ผลิตภัณฑ์ Isolated Soybean Protein (ISP) ซึ่งตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 ไม่มีค่า ML ของตะกั่วใน ISP ไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีกำหนดปริมาณของตะกั่วในถั่วเมล็ดแห้งซึ่งรวมทั้งถั่วเหลือง ไว้ไม่เกิน 0.2 mg/kg ของถั่วเหลืองทั้งเมล็ด ในกรณีนี้หากวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วเห็นว่ากระบวนการผลิตไม่สามารถลดการปนเปื้อนของตะกั่วลงได้ประกอบกับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ISP ในหลายรุ่นการผลิตก็พบการปนเปื้อนของตะกั่ว ผู้ประกอบการควรกำหนดปริมาณสูงสุดของตะกั่วใน Product Specification ของ ISP นี้โดยอาจใช้ค่าเฉลี่ยจากผลการตรวจวิเคราะห์ที่ได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการควบคุมการปนเปื้อนในถั่วเหลืองเมล็ดแห้งที่ใช้เป็นวัตถุดิบไม่ให้มีตะกั่วปนเปื้อนเกิน 0.2 mg/kg ด้วย

  • เอกสารหรือหลักฐานใดที่สามารใช้แสดงได้ว่ามีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ

    ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายต้องมีหลักฐานหรือเอกสารเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practices; GMPs) เช่น

    • เอกสารระบุspecification ของวัตถุดิบ
    • บันทึกการตรวจสอบและคัดเลือกวัตถุดิบ
    • หนังสือรับรองวัตถุดิบ (Certificate of Ingredients)
    • รายงานผลการตรวจวิเคราะห์หรือ
    • หนังสือรับรองผลการตรวจวิเคราะห์(Certificate of Analysis; COA) เป็นต้น
      ทั้งนี้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาจสุ่มตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารสุดท้ายเพื่อทวนสอบระบบการคัดเลือกวัตถุดิบ หรือเพื่อนำมาพิจารณากำหนดเป็นข้อกำหนดคุณภาพและลักษณะของผลิตภัณฑ์ (product specification) ของบริษัทฯ ตนเองได้ตามความเหมาะสม

  • ถ้าตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน ไม่มีค่า ML เฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องดำเนินการอย่างไร

    หากผลิตภัณฑ์อาหารไม่มีค่า ML กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายวัตถุดิบแล้วมีค่า ML กำหนดสำหรับวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารต้องควบคุมคุณภาพมาตรฐานตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบตามหลักเกณฑ์ GMPs โดยวัตถุดิบที่ใช้ต้องมีสารปนเปื้อนไม่เกินค่า ML ที่กำหนดไว้

  • อาหารทุกชนิดต้องตรวจวิเคราะห์หาดีบุก ตะกั่ว สารหนู ปรอท และแอฟลาทอกซินหรือไม่

    อาหารทุกชนิดไม่จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์หา ดีบุก ตะกั่ว สารหนู ปรอท และแอฟลาทอกซิน หากไม่ได้มีค่า ML กำหนดไว้สำหรับอาหารหรือวัตถุดิบไว้เป็นการเฉพาะ และหากผู้ผลิตพิจารณาจากข้อมูลวิชาการตามหลักการวิเคราะห์อันตรายแล้วเห็นว่าผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบนั้นๆ ไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์

  • ค่า ML ใหม่ของสารปนเปื้อนของอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ประกาศฯ ฉ. 355) และเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ประกาศฯ ฉ. 356) ต่างจากค่าเก่าอย่างไร

    ค่า ML ของสารปนเปื้อนแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารหรือวัตถุดิบ ซึ่งแตกต่างจากการกำหนดค่าตามประกาศเดิม ดังนี้

    (1) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ป.สธ. ฉ. 355)

    ชนิดสารปนเปื้อนค่า ML เดิม ตาม ป.สธ. ฉ. 355ค่า ML ใหม่ ตาม ป.สธ. ฉ. 414หมายเหตุ
    ดีบุก250 mg/kg50 – 250 mg/kgขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและ ภาชนะบรรจุ
    สังกะสี100 mg/kgไม่กำหนด
    ทองแดง20 mg/kgไม่กำหนด
    ตะกั่ว1 mg/kg0.03-2 mg/kgตามชนิดอาหารหรือวัตถุดิบ
    สารหนู2 mg/kg0.1 – 2 mg/kgตามชนิดอาหารหรือวัตถุดิบ
    ปรอท0.02 – 0.5 mg/kg0.02-1.6 mg/kgตามชนิดอาหารหรือวัตถุดิบ
    *กรณีที่ไม่มีค่า ML กำหนดในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารไว้เป็นการเฉพาะ สามารถอ้างอิงค่า ML ได้จากค่าที่กำหนดไว้สำหรับอาหารอื่น หากมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าอาหารนั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

    (2) เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ป.สธ. ฉ. 356)

    ชนิดสารปนเปื้อนค่า ML เดิม ตาม ป.สธ. ฉ. 355ค่า ML ใหม่ ตาม ป.สธ. ฉ. 414หมายเหตุ
    สารหนู0.2 mg/kg0.1 – 2 mg/kgตามชนิดอาหารหรือวัตถุดิบ
    ตะกั่ว0.5 mg/kg0.03 – 2 mg/kgตามชนิดอาหารหรือวัตถุดิบ
    ทองแดง5 mg/kgไม่กำหนด
    สังกะสี5 mg/kgไม่กำหนด
    เหล็ก15 mg/kgไม่กำหนด
    ดีบุก250 mg/kg150 mg/kgกรณีบรรจุในกระป๋อง
    ซัลเฟอร์ไดออกไซด์10 mg/kgดูข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้ FA (ป.สธ. ฉ. 389)
    *กรณีที่ไม่มีค่า ML กำหนดในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารไว้เป็นการเฉพาะ สามารถอ้างอิงค่า ML ได้จากค่าที่กำหนดไว้สำหรับอาหารอื่น หากมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าอาหารนั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

  • ค่า ML ตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน มีความแตกต่างกับประกาศฯ ฉบับเก่าอย่างไร

    ประกาศฯ ฉบับเก่า เป็นประกาศฯ ที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2529 ซึ่งค่า ML ของสารปนเปื้อนแต่ละชนิดจะมีค่าเท่ากันในอาหารทุกประเภท โดยพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของสารที่มีได้ในขณะนั้น ทั้งนี้เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดพิษของสารที่ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีในการตรวจวิเคราะห์ที่มีความแม่นย าขึ้น ทำให้ค่า ML ที่กำหนดไว้เดิมนั้นไม่สามารถคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อกำหนดปริมาณการปนเปื้อนมีค่าสูงเกินไปสำหรับอาหารบางชนิดที่ถูกบริโภคครั้งละมากๆ และอาจ
    เป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับอาหารบางชนิดซึ่งถูกบริโภคครั้งละปริมาณน้อยๆ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนได้ ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 414 จึงได้มีการปรับค่า ML ของสารปนเปื้อนแต่ละชนิดให้แตกต่างกันตามชนิดของอาหาร สอดคล้องตามหลักการขององค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ เรื่อง มาตรฐานทั่วไปสำหรับสารปนเปื้อนและสารพิษในอาหารและอาหารสัตว์ (Codex General Standard for Contaminants and Toxins in Food and Feed; CODEX STAN 193-1995) ดังนี้


    (1) กำหนดค่า ML ของสารปนเปื้อนแตกต่างกันในอาหารแต่ละชนิด โดยอาศัยข้อมูลจากการส ารวจสถานการณ์การปนเปื้อนของโลหะหนักแต่ละชนิดในอาหารกลุ่มต่างๆ และการประเมินปริมาณการได้รับสัมผัส

    (2) ค่า ML ของสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 414 ส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ในวัตถุดิบเนื่องจากการควบคุมการปนเปื้อนตั้งแต่วัตถุดิบตามหลัก GMPs นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า ประกอบกับผลิตภัณฑ์อาหารสุดท้ายซึ่งมีสูตรส่วนประกอบและวิธีการผลิตที่หลากหลาย ต้องใช้ทรัพยากรในการศึกษาจำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับการกำหนดค่า

  • มีหลักการกำหนดค่า ML ของสารปนเปื้อนในอาหารตาม ตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 อย่างไร

    การกำหนดค่า ML ของสารปนเปื้อนในอาหารตามประกาศฯ ฉบับที่ 414 มีหลักการ ดังนี้
    (1) สารปนเปื้อนแต่ละชนิดมีค่า ML ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทของอาหาร
    (2) ประเภทหรือชนิดของอาหารที่มีการกำหนดค่า ML ไว้เป็นอาหารซึ่งพบปัญหาการปนเปื้อนในระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยพิจารณาตามหลักการของ Codex ทั้งนี้อาหารที่ยังไม่ได้กำหนดค่า ML ไว้อาจเพราะพบการปนเปื้อนในระดับต่ ามาก หรือก าลังอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดค่าเพิ่มเติม
    (3) ค่า ML ที่กำหนดสำหรับอาหารแต่ละชนิดจะเป็นปริมาณต่ าที่สุดที่สามารถปฏิบัติได้ตามหลักการ As Low As Reasonably Achievable หรือ ALARA ซึ่งต้องสามารถลดปริมาณการได้รับสัมผัสของสารปนเปื้อนจากอาหารลงได้โดยไม่ส่งผลให้ต้องมีการทำลายสินค้ามากจนส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารหรือปัญหาความมั่นด้านอาหาร (Food Security)
    (4) ไม่ได้กำหนดค่า ML ของสารปนเปื้อนในอาหารทุกชนิด ยกเว้นสารปนเปื้อน คือ ดีบุก ตะกั่ว ปรอท สารหนูและแอลฟลาทอกซิน ที่เคยมีค่า ML กำหนดไว้ในอาหารทุกชนิดอยู่เดิม คือ
    (4.1) ดีบุก ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
    (4.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
    (4.3) ปรอท ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
    (4.4) สารหนูทั้งหมดไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
    (4.5) แอลฟลาทอกซินทั้งหมด ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
    ทั้งนี้ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนทั้ง 5 ชนิดนี้ในอาหารทุกชนิด หากพิจารณาจากข้อมูลวิชาการแล้วเห็นว่าวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตอาหารนั้นไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนซึ่งค่าที่กำหนดไว้นี้เป็นเสมือนค่าระดับสูงสุดทั่วไปสำหรับอาหารที่ไม่มีค่า ML กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันการนำวัตถุดิบที่ด้อยคุณภาพมาใช้เป็นส่วนประกอบ

  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวกับสารปนเปื้อนมีกี่ฉบับ

    ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวกับสารปนเปื้อนที่จะบังคับใช้ใหม่ มี 2 ฉบับ ดังนี้
    (1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 413 ) พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุขหลายฉบับที่กำหนดมาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน โดยประกาศฯ ฉบับนี้จะยกเลิกข้อกำหนดสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่บังคับใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จำนวน 19 ประเภทหรือชนิดของอาหาร ได้แก่

    ประเภทหรือชนิดของอาหารประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
    น้ำมันถั่วลิสงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานวิธีการผลิตและฉลากสำหรับน้ำมัน ถั่วลิสง (ข้อ 6)
    น้ำมันปาล์มประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ. 2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม (ข้อ 6)
    น้ำมันมะพร้าวประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ. 2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว (ข้อ 4)
    ช็อกโกแลตประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2527) เรื่อง ช็อกโกแลต (ข้อ 3 (7))
    เครื่องดื่มเกลือแร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 195) พ.ศ. 2543 เรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่ (ข้อ 4 (6))
    ชาประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 196) พ.ศ. 2543 (ข้อ 6 (9))
    น้ำนมถั่วเหลืองประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 198) พ.ศ. 2543 เรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ข้อ 5 (7) และ (12))
    น้ำส้มสายชูประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 204) พ.ศ. 2543 เรื่อง น้ำส้มสายชู(ข้อ 5(2))
    น้ำมันและไขมันประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 205) พ.ศ. 2543 เรื่อง น้ำมันและไขมัน (ข้อ 6 (8))
    น้ำผึ้งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 211) พ.ศ. 2543 เรื่อง น้ำผึ้ง (ข้อ 4 (15))
    แยม เยลลี่ และมาร์มาเลดประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 213) พ.ศ. 2543 เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ข้อ 4(8))
    เนยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 227) พ.ศ. 2544 เรื่อง เนย (ข้อ 4(9))
    ไข่เยี่ยวม้าประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2544 เรื่อง ไข่เยี่ยวม้า (ข้อ 4 (2))
    ชาสมุนไพรประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 280) พ.ศ. 2547 เรื่องชาสมุนไพร (ข้อ 4 (3))
    ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง (ข้อ 4(3))
    มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี(ข้อ 3)
    เนยเทียม เนยผสม ผลิตภัณฑ์เนยเทียม และผลิตภัณฑ์เนยผสมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๓๔๘) พ.ศ. ๒๕๕๕ เรื่อง เนยเทียม เนยผสม ผลิตภัณฑ์เนยเทียม และผลิตภัณฑ์เนยผสม (ข้อ 4 (5) และ (6))
    อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 355) พ.ศ. 2556 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ข้อ 4 (4))
    เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๓๕๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ข้อ 4(9))

    โดยปริมาณสูงสุด (Maximum Level; ML) ของสารปนเปื้อนซึ่งยอมให้พบในอาหารข้างต้นถูกกำหนดใหม่ตามข้อ 4 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน
    (2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน โดยประกาศฯ ฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือ
    (2.1) ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่บังคับใช้เกี่ยวกับข้อกำหนดปริมาณสารปนเปื้อนที่ยอมให้พบได้กับอาหารทุกประเภท จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๘ (พ.ศ.๒๕๒๙) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน และฉบับที่ ๒๗๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ ๒)
    (2.2) กำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสารปนเปื้อน (Maximum Level; ML) สำหรับสารปนเปื้อนต่างๆ ในอาหารแต่ละประเภทหรือแต่ละชนิดสอดคล้องตามแนวทางการกำหนดค่า ML ขององค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex)

  • ทางบริษัท ได้ขออนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศใช้ ชื่อ A และต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์แบบเดียวกัน แต่คนละผู้ผลิต กรณีนี้สามารถใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ซ้ำกันได้หรือไม่

    ชื่อของผลิตภัณฑ์ในใบอนุญาตเดียวกันต้องไม่ซ้ำกัน ยกเว้นผลิตภัณฑ์นำเข้า สามารถใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ซ้ำกันได้ หากผลิตภัณฑันั้นมาจากผู้ผลิตต่างประเทศต่างกัน

  • ทำไมจึงไม่มีค่า ML สำหรับสังกะสี ทองแดง และเหล็กในประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวกับสารปนเปื้อน

    องค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศไม่จัดโลหะหนักทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นสารปนเปื้อนที่ เนื่องจากสังกะสี ทองแดงและเหล็กเป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย ประกอบกับยังมีความไม่แน่ชัดเกี่ยวกับการได้รับโลหะหนักเหล่านี้ต่อประชากรในระยะยาว

  • สารปนเปื้อนคืออะไร

    สารปนเปื้อน (contaminants) หมายความว่า สารที่ปนเปื้อนกับอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจเติมลงไปในอาหาร แต่ปนเปื้อนโดยเป็นผลเนื่องจากการผลิต การเตรียม การแปรรูป การบรรจุการขนส่งหรือการเก็บรักษาหรือปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่

    • โลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท เมธิลเมอร์คิวรี่ สารหนูและสารหนูอนินทรีย์โดยไม่รวมถึงโลหะหนักที่มีผลกระทบด้านคุณลักษณะของอาหาร แต่ไม่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เหล็ก และทองแดง เป็นต้น
    • สารพิษจากเชื้อรา เช่น แอฟลาทอกซิน ดีออกซีนิวาลีนอล ฟูโมนิซินบี1 และบี2 โอคราทอกซินเอ และพาทูลิน เป็นต้น
    • สารพิษจากพืช (Phycotoxins) เช่น กรดไฮโดรไซยานิก เป็นต้น
    • สารปนเปื้อนอื่นๆ ซึ่งเกิดในระหว่างกระบวนการผลิต เช่น 3-เอ็มซีพีดีและแพร่กระจายจากภาชนะบรรจุอาหาร เช่น ไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์และ อะคริโลไนไตรล์เป็นต้น

    ทั้งนี้ไม่รวมถึง

    • สิ่งแปลกปลอมทางกายภาพ เช่น ชิ้นส่วนของแมลง และขนหนูเป็นต้น
    • สารพิษตกค้าง (pesticide residues) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยสารพิษตกค้าง
    • ยาสัตว์ตกค้าง (veterinary drug residues) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยยาสัตว์ตกค้าง
    • สารพิษที่สร้างโดยจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค (microbial toxin) เช่น สารพิษโบทูลินั่ม (Botulinumtoxin) จากเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) และสารพิษคอเลอเร (Cholera toxin) ซึ่งสร้างโดยวิบริโอ คอเลอเร (Vibrio cholera) โดยเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จัดเป็นเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยมาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
      -อนุพันธ์หรือสารตกค้างจากการใช้สารช่วยในการผลิต (residues of processing aids) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร

  • สามารถใช้ “สารสกัดจากเปลือกมังคุด” ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้หรือไม่? หากยังไม่มีการอนุญาตทางบริษัทต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ใช้ในอาหารได้?

    1. ยังไม่อนุญาตการใช้ “สารสกัดจากเปลือกมังคุด” ในผลิตภัณฑ์อาหารใดๆ
    2. กรณีประสงค์จะใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร จะต้องยื่นขอประเมินความปลอดภัยอาหารให้เสร็จสิ้นก่อนการยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์
      “สารสกัดจากเปลือกมังคุด” จะจัดเป็นอาหารใหม่ (Novel Food) ตามนิยามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2559 หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
      (1) วัตถุที่ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ปรากฏหลักฐานทางวิชาการว่ามีประวัติ การบริโภคเป็นอาหารน้อยกว่าสิบห้าปี หรือ
      (2) วัตถุที่ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ได้จากกระบวนการผลิตที่มิใช่กระบวน การผลิตโดยทั่วไปของอาหารนั้น ๆ ที่ทำให้ส่วนประกอบ โครงสร้างของอาหาร รูปแบบของอาหารนั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการทางเคมีภายในร่างกายของ สิ่งมีชีวิต (metabolism) หรือระดับของสารที่ไม่พึงประสงค์ (level of undesirable substances)
      (3) ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวัตถุ (1) หรือ (2) เป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร และอาหารที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม
      ทั้งนี้สามารถยื่นขอทวนสอบการเป็นอาหารใหม่ (Novel food) ได้โดยปฏิบัติตามคู่มือประชาชน (download link : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/manual/9.3_Novel_food.pdf)

  • สามารถใส่ Inositol ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้หรือไม่

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอนุญาตให้ใส่inositol ไม่เกิน​150 มิลลิกรัม/วัน

  • หนังสือมอบอำนาจเข้าใช้งานระบบสารสนเทศ ของ อย. ด้านผลิตภัณฑ์อาหาร สามารถกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ทั้ง e-submision, โฆษณาอาหาร ได้หรือไม่?

    ได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณากำหนดสิทธ์ตามที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจ
    ข้อแนะนำ : ควรกำหนดสิทธิ์เข้าใช้งานไม่เกิน 1 ปี เพื่อเป็นการทบทวนสิทธิ์ของผู้ประกอบการ และกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้เข้างานต้องแจ้งยกเลิกสิทธิ์กับทาง อย. ทันที เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการเอง

  • สามารถใช้ ใบ Certificate of Free Sale (CFS) แทน ใบรับรองสถานที่ผลิตฉบับจริง ได้หรือไม่

    1 ใบรับรองสถานที่ผลิต รายละเอียดต้องเป็นไปตาม ประกาศสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ใบรับรองสถานที่ผลิตสําหรับการนำเข้าอาหาร
    2 Certificate Free Sale หรือ ใบรับรองสถานที่ผลิต ที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอต้องเป็นฉบับจริง   หากเป็นสำเนาให้รับรองสำเนาจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึง ได้แก่ 1) ผู้ออกใบรับรอง 2) หน่วยงานรัฐบาลของประเทศผู้ผลิต 3) หน่วยงานเอกชนที่รัฐบาลรับรอง เช่น Notary public 4) สถานทูตของผู้ผลิตในประเทศไทย

  • ทาง อย. มีแนวทางพิจารณาในการ จัดประเภทอาหาร อย่างไรบ้าง

    การพิจารณาการจัดประเภทอาหาร ต้องพิขารณาข้อมูลรายละเอียดในภาพรวม เช่น
    สูตร/ส่วนผสม 100% กรรมวิธีการผลิต (ทำอย่างไร) ภาชนะบรรจุ/ฝา/ข้อมูลการใช้/วิธีรับประทาน  คุณภาพหรือมาตรฐาน(ถ้ามี) วิธีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เก็บได้กี่วันใครกินได้บ้าง (เด็ก ผู้ใหญ่) เป็นต้น
    สามารถดาว์นโหลดหัวข้อการพิจารณา “รายละเอียดของผลิตภัณฑ์” ได้ที่ http://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/Download.aspx –> ข้อ 29.1

  • ต้องการปรึกษา "การจัดประเภทอาหาร" มีช่องทางใดบ้าง ?

    1. เตรียม “รายละเอียดของผลิตภัณฑ์” ให้ครบถ้วนตามหัวข้อที่กำหนด
      สามารถดาว์นโหลดหัวข้อได้ที่
      URL : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/Download.aspx
      –> ข้อ 29.1
    2. เลือกช่องทางการปรึกษา มี 2 ช่องทาง
      2.1 ยื่นหนังสือหารือประเภทอาหาร พร้อมรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดย
      1) ยื่นหนังสือด้วยตัวเอง ถึง เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ที่อาคาร 3 ชั้น 2 ห้อง 218 หรือ
      2) ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึง เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา มาที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา88/24 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
      2.2 ผ่านทาง e-consultation ที่เว็บไซต์ Thai-fda.com โดยแนบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน

  • สาร Inositol (วิตามิน B8) สามารถใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้หรือไม่

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อนุญาตให้ใส่ Inositol ไม่เกิน​150 มิลลิกรัม/วัน

  • ผลิตภัณฑ์ขนมอบไส้เผือก โดยใส่สีม่วงในไส้ และแป้ง สีที่ใช้คือ brilliant blue, carmoisine, erythrosine, ponceau 4R, sunset yellow และ tartrazine EEC No. คือ E133, E122, E127, E124, E110 และ E102 เป็นแบบ powder (ผง) สามารถใช้ในการได้หรือไม่ ?

    สามารถศึกษา”การใช้สีผสมอาหาร เกี่ยวกับ ชนิดของสี ปริมาณการใช้ และชนิดของผลิตภัณฑ์” ได้จากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 389 เรื่องวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่5)
    http://food.fda.moph.go.th/law/data/announ_moph/P389.pdf
    หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มขออนุญาตผลิตภัณฑ์ กองอาหาร หมายเลขโทรฯ 0-2590-7220

  • ขอทราบขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย และระยะเวลา ในการขออนุญาตนำเข้าอาหาร เพื่อจำหน่าย

    การนำเข้าอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้

    1. ต้องมีใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ศึกษาข้อมูลได้ที่ลิ้งนี้
      ขออนุญาตสถานที่นำเข้าตาม
      URL : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/Manual.aspx
    2. ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับอนุญาต สำหรับผลิตภัณฑ์ต้องยื่นคำขออนุญาตตาม”กลุ่มประเภทอาหาร” ซึ่งการจัดกลุ่มประเภทอาหารจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบ ศึกษารายละเอียดได้ตามหัวข้อ 29.1 ช่องทางการปรึกษาการจัดประเภทอาหาร ได้ที URL
      URL : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/Download.aspx
    3. เมื่อได้รับอนุญาตทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2 แล้ว จึงจะนำเข้าเพื่อจำหน่ายได้
    4. ท่านสามารถศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายได้จาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อัตราค่าใช้จ่ายสูงสุดที่จะจัดเก็บจากผู้ยื่นคําขอในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร พ.ศ. 2560
      URL : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/199/2.PDF
      อนึ่ง หากมีคำถามเพิ่มเติม ท่านสามารถ ติดต่อกอง อาหาร เรื่อง
    • “สถานที่นำเข้า ฯ” หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-7320 , 0-2590-7033
    • การขออนุญาตผลิตภัณฑ์และ ค่าใช้จ่าย หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-7187

  • ต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็น Bulk แล้วนำมาแบ่งบรรจุใส่ขวดเพื่อขายในประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยออกแบบให้มีหน้าต่าง ให้ลูกค้าเลือกลงตระกร้าและชำระเงิน 1. ต้องขออนุญาตโฆษณาได้หรือไม่ ? 2.หากต้องขออนุญาตโฆษณา ต้องดำเนินการอย่างไร?

    การขอนำเข้าเป็นวัตถุดิบเผื่อการผลิต

    การขอนำเข้าเป็นวัตถุดิบเผื่อการผลิตการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการแบ่งบรรจุตามพรบ.อาหาร พ.ศ. 2522 เข่าข่ายเป็นการผลิต จึงต้องขออนุญาตผลิตภัณฑ์ด้วย เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะจำหน่ายได้

    การขออนุญาตโฆษณาอาหารติตต่อ การขออนุญาตโฆษณาอาหาร กองอาหาร ศึกษาหลักเกณฑ์โฆษณาอาหารได้ที่
    URL : http://food.fda.moph.go.th/law/data/announ_fda/61_advertise.PDF

  • ทางบริษัทต้องการใช้โรงงานผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือโรงงานผลิตสมุนไพร ผลิตวิตามินซี 250 มก., 500 มก.,1,000 มก.ได้หรือไม่? และวิตามินซีในปริมาณดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้หรือไม่?

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีกำหนดปริมาณสูงสุดของวิตามินที่เติมได้ในการบริโภค 1 วันไว้ ไม่เกิน 100% Thai RDI ตามประกาศฯ ฉบับที่ 293 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (สำหรับวิตามินซีคือ 60 มก. ต่อวัน)
    สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กองอาหาร โทรฯ 0-2590-7209

  • หากมีใบอนุญาตผลิต สบ.1 แล้ว ผลิตภัณฑ์วัตถุเจือปนอาหารมีค่าธรรมเนียมยื่นคำขอผลิตภัณฑ์เท่าไหร่ ?

    ค่าใช้จ่าย ในการยื่นคำขอฯ รายการละ 3,000.-บาท และศึกษารายละเอียดได้จาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากผู้ยื่นคําขอในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร พ.ศ. 2560
    URL : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/199/23.PDF

  • หากจะนำเข้า ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเป้นตัวอย่างในการขึ้นทะเบียน หรือนำเข้ามาเพื่อเป็นตัวอย่างในการสั่งซื้อ มีข้อกำหนดหรือจำกัดปริมาณการนำเข้าหรือไม่ ?

    การนําเข้าอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างในการขึ้นทะเบียนตํารับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ มีข้อกำหนดและปริมาณตาม “ระเบียบสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยการนําเข้าอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างในการขึ้นทะเบียนตํารับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ พ.ศ. 2560
    URL : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/Permission/O-16.pdf
    หรือติดต่อ กองด่านอาหารและยา โทรศัพท์ 0-2590-7363

  • หากจะทำการขขออนุญาตผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม จะต้องทดสอบอะไรบ้างเพื่อประกอบการขึ้นทะเบียน ?

    หากผลิตภัณฑ์ของท่านเป็น”เครื่องดื่ม” การทดสอบดูตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2556) เรื่องเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ศึกษารายละเอียดได้จาก URL : http://food.fda.moph.go.th/law/data/announ_moph/P356.pdf
    หรือสอบถามผู้วิเคราะห์ ที่สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ได้ที่ 0-2951-0000 ต่อ 99561-2 และ 09-5565-7780
    อนึ่ง เพื่อความชัดเจนของผลิตภัณฑ์ในการสอบถามควรมีรายละเอียด ตามแบบฟอร์มตามรายการที่ 29.1 ตาม
    URL : http://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/Download.aspx

  • ผลิตภัณฑ์เป็นกาแฟปรุงสำเร็จแบบเหลวพร้อมบริโภค ในกรณีที่ต้องการระบุคำว่า "สดชื่น/ชื่นใจ" ในฉลากอาหาร โดยระบุลงในฉลากเท่านั้น และไม่ได้มีการโฆษณาทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ใดๆ ในกรณีนี้การระบุคำว่า "สดชื่น/ชื่นใจ" ในฉลากอาหารเท่านั้น จะต้องยื่นขออนุญาตโฆษณาอาหารหรือไม่ ? (เนื่องจากคำว่า "สดชื่น/ชื่นใจ" อยู่ในบัญชีหมายเลข 3 ของประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ.2561)

    1. ฉลากอาหาร”กาแฟพร้อมบริโภค”แสดงคำว่า สดชื่น /ชื่นใจ ได้
    2. หากทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์โดยมีคำว่า”สดชื่น/ชื่นใจ” จะต้องขออนุญาตโฆษณา